MK002 : ไข้สมองอักเสป
posted on 08 May 2008 23:04 by xenox in MK
ฮืมม์
มีข่าวการแพทย์อีกแล้ว
โอ้ ตูล่ะเซ็ง
แล้วก็ตามเคย สื่อมวลชนไทย
ก็เฮละโล โจษก์ขานอันอีกละ
ว่า หมอชุ่ย หมอผิด
...
มีความรุ้ทางการแพทย์รึก็เปล่า
ออกความเห็นเถียงผู้รูุ้้เขาซะอีก
แล้วอย่างนี้ ประเทศชาติมันจะเจริญไปได้ยังไง
ถ้าสื่อมวลชนเอาแต่เขียนข่าวตามใจไม่ดูข้อเท็จจริงจากผู้เชี่ยวชาญ
บวกกับ ประชาชนไทย ที่เอาแต่เสพข่าว โดยไม่กลั่นกรอง ไม่ได้ดู และ ตรึกตรองเหตุการณ์เลยว่า
แท้จริงแล้วมันเกิดอะไร แล้ว ใครพูดถูกพูดผิด
เฮ้อ... สังคมไทย
หนีไปอยุ่เวียดนามตามคนชวนดีมั้ยหว่า
ชักจะเบื่อสังคมแบบนี้ซะแล้วซิ
...
บ่นมาก็มาก เอาความรู้มาพูดมั่งดีกว่า
...
จากที่สืบทราบมา
สาวน้อยนักกีฬาผู้ป่วย ที่ตอนนี้ดูในภาพข่าวก็ยังเบลอๆ แต่รู้เรื่อง กินข้าวได้เนี่ย
ก็อาการถือว่าดีมากแล้วนะ เทียบกับคนไข้ ไข้สมองอักเสปจากไวรัสโดยทั่วไป
...
Q : ไข้สมองอักเสปจากไวรัส คืออะไร
A : ชื่อทางการแพทย์มันคือ Viral Encephalitis
(ใครอยากรู้เรื่องแบบเจาะลึก ก็ลองไป search เอาใน net ละกันนะครับ)
คือ ภาวะที่มีการติดเชื้อ ไวรัส(Virus) ไปในเนื้อสมอง
ก่อให้เกิดการอักเสปกระจายไปทั่วๆ ทำให้มีอาการซึม เบลอ สับสน บางครั้งโวยวาย อาละวาด จำใครไม่ได้
บางส่วนนอนนิ่ง ซึม ไม่ขยับหรือเคลื่อนไหว
อาการแล้วแต่ส่วนที่เกิดการอักเสป ว่าเกิดมากที่ส่วนใดของสมอง
...
Q : แล้วไวรัส นี่ เข้าสู่สมองได้อย่างไร
A : หลายหนทางมากจนระบุได้ยากครับ คือ คนเราปุถุชนเนี่ย สัมผัสกับไวรัสในอากาศตลอดเวลา
ก็ไอ้ไวรัสพวกเนี้ยแหละครับ ที่ก่อโรค ปัญหาคือ มันจะเข้ามาก่อโรคเมื่อไหร่ ก็พูดยาก
ส่วนมากมักจะก่ออาการก็ต่อเมื่อ ร่างกายอยู่ในช่วงอ่อนแอลงกว่าปกติ
เช่น มีโรคประจำตัว พักผ่อนไม่พอ หรือ อยุ่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะกับการดำรงอยู่เช่น แช่น้ำนานเกินไป ตากฝน-ลมหนาวๆ ตากแดดร้อนๆ นานๆ บลาๆๆ
ถ้าเข้าแค่กระแสเลือดนิดหน่อย หรือติดอยู่ในปาก-คอ หลอดลมช่วงต้น ก็จะเกิดเป็นไข้หวัดทั่วไป
ไวรัสบางตัวมีสัตว์ภาหะนำโรค เช่น ยุงลาย ที่นำ virus dengue ก็จะก่อให้เกิดโรคเป็นพิเศษอย่างไข้เลือดออก เป็นต้น
โดยส่วนใหญ่ ไวรัส จะเข้าไม่ถึงสมองเพราะ ภูมิคุ้มกันในร่างกายจะพยายามขจัดสิ่งแปลกปลอมออกไปตลอดเวลา
แต่มันไม่ 100% หรอกครับ วันดีคืนดี มันบุกถึงสมองเมื่อไหร่ก็เป็นเรื่อง
...
(ขอเสริมเล็กน้อย : ช่วงนี้มีการระบาดของเชื้อแบคทีเรียตัวหนึ่งชื่อ streptococcus suis เจอมากในหมู ครับ ถ้าเลี้ยงหมู รับประทานเนื้อหมูดิบ หรือ ไม่สุกเพียงพอ หรือ เลือดหมูดิบในพวก ลาบ ลู่ เลือด มีโอกาสติดเชื้อได้มาก เชื้อตัวนี้ก่ออาการรุนแรงและรวดเร็ว หากเข้าถึงสมอง อาจเป็นมาก ซึมลงอย่างรวดเร็ว และเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน : ขอเตือนให้ระวังตัวกันให้ดี อย่ากินสุ่มสี่สุ่มห้า จะหาว่าไม่เตืิอน)
...
โดยส่่วนใหญ่ เมื่อเชื้อโรคเข้าถึงที่หมายที่จะก่อโรค จำเป็นต้องใช้เวลาฟักตัวและเพิ่มจำนวนเชื้อให้มากพอ จึงจะก่อให้เกิดอาการของโรคได้ ไม่ต่างกันไม่ว่าจะเป็นไวรัส หรือ แบคทีเรีย
(ดังนั้นในกรณีที่เป็นข่าว บอกว่าผ่าวันนั้นแล้วเป็นเลยในวันนั้น เห็นทีจะเกี่ยวข้องกันได้ยาก เพราะ ถ้ามีไวรัสที่ก่ออาการได้เร็วใน 24 ชม. อาการของโรคก็จะดำเนินและเลวร้ายลงได้ด้วยความเร็วพอๆกัน คนไข้คงไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกหลายวันจนมาเป็นข่าวเอาช่วงนี้ได้หรอกครับ
ข้อสรุปทางการแพทย์จึงออกมาว่า มีโอกาสเกิดจากการผ่าจมูก ดังสื่อกล่าวหานั้น มันเป็นไปได้ยากเต็มที
แต่ก็นะ สื่อมวลชนไทยจะฟังข้อเท็จจริงนี้รึเปล่าเหอะ - -")
...
Q : แล้วจะรักษาได้อย่างไร
A : คือ การติดเชื้อเนี่ยนะ ถ้าเป็นแบคทีเรีย ก็มีการรักษาอยู่ คือการให้ยาปฏิชีวนะ หรือ ยาฆ่าเชื้อ ซึ่งใช้ฆ่าแบคทีเรียเท่านั้น เชื้ออื่นไม่เกี่ยว รักษาไปตามเชื้อที่ติดเข้าไป ถ้าติดเชื้อที่สมอง อาจต้องให้ยาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ หรือ อาจยาวไปถึง 2 เดือน+ ขึ้นอยู่กับเชื้อและปริมาณเชื้อในตอนต้น
ในกรณีของไวรัส ยาต้านไวรัสที่จะจัดการการติดเชื้อไวรัสในสมองได้ มันแทบไม่มีเลยในปัจจุบัน
มีอยู่แค่เชื่อ Herpes Virus เท่านั้นที่พอจะให้ยารักษาได้ แต่ก็ไม่ 100% อยุ่ดี
ถ้าติดเชื้อไวรัสอื่น ก็ได้แต่ประคับประคองอาการไปเรื่อยๆ ทำได้แค่นั้นแหละครับ
...
Q : แล้วหลังการรักษา จะเป็นยังไง
A : เอาเป็นว่า ถ้ารอดมาก่อนนะครับ การติดเชื้อในสมองเป็นเรื่องใหญ่ คนไข้สามารถเสียชีวิตได้เยอะเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เชื้อแบคทีเรียบางตัว อย่างที่กล่าวเสริมไว้ข้างต้น
ถ้ารอดกลับมาได้ การติดเชื้อที่สมอง มักกลับมาเป็นปกติได้
แต่จะมีคนไข้บางส่วน ที่สมองอาจจะอักเสปมาก หรือ อักเสปในบริเวณสำคัญ ก่อให้เกิดอาการตกค้างต่อมาในภายหลังได้ ตั้งแต่ การสูญเสียสติสัปชัญญะได้โดยสิ้นเชิง หรืออาจจะบางส่วน อาจจะพิการในการควบคุมแขนขา หรือส่วนใดส่วนหนึ่ง ตาบอด หรือ หูหนวกถาวร ก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นกัน
...
คนในสังคมจะรุ้กันสักเท่าไหร่กันเชียว ว่า
หมอ ไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่ยมฑูต ที่จะสามารถชี้เป็นชี้ตายใครก็ได้
คนเรามันถึงคราวจะซวย ใครหน้าไหน มันก็ช่วยไม่ได้หรอกครับ
หมอโดยส่วนมาก ไม่ได้อยากให้คนไข้มีปัญหาหรอกครับ
แต่ปัญหามันจะวิ่งเข้ามาเมื่อไหร่ ไม่มีใครรู้ได้หรอก
...
หมอส่วนมากก็ไม่ได้ทำการโดยประมาท หรือรุ้เท่าไม่ถึงการณ์กันทั้งหมดหรอก
แต่ระบบสาธารณสุขไทย ที่มันวางระบบมาผิดตั้งแต่แรก
มันบีบบังคับให้หมอส่วนใหญ่ ต้องทำไปแบบนั้น หรือ ทำได้แค่นั้น
หมอทำดีรักษาได้ ก็มีแต่เสมอตัว ไม่เคยเห็นใครเยินยอสรรเสริญ
หมอคนไหนซวย เจอปัญหาอะไร ก็มีแต่ซวยกับซวยอย่างเดียว มีแต่คนเหยียบย่ำซ้ำเติม ตราหน้าว่าเลวทรามต่ำช้า แล้วเคยคิดถึงชีวิตที่เขาเคยช่วยมา หรือความดีใดๆ ที่เขาเคยทำในอดีต รวมไปถึงโอกาสที่จะได้ก่อความดีในอนาคต ช่วยชีวิตคนอีกมากมาย เคยคิดถึงบ้างหรือไม่
ในภาวะที่หมอขาดแคลนแบบนี้ (จากข้อมูลล่าสุด เหลือหมอไทยในระบบการแพทย์ ทั้งรัฐ+เอกชน เพียงราว 20,000 คน ถ้าจะให้ดูแลคน 60 ล้านคน เฉลี่ยคือ หมอ 1 คนต้องดูแลประชากร 3,000คน!!!)
ยิ่งไปกดดันมากๆ เข้า หมอไทยหมดกำลังใจเมื่อไหร่
ลาออกจากรพ. สมองไหลไปนอกกันหมดเมื่อไหร่
คนซวยก็คือ ประชาชนนั่นแหละ
...
